ศิลปะการออกแบบและตกแต่งอาหารแบบสร้างสรรค์

iq1719139246ac1733f8a8388635b8600fการออกแบบตกแต่งอาหาร เป็นการนำเอาศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ตามแบบมาตรฐานสากลเพื่อมาปรับใช้กับอาหาร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและคุณค่าที่ช่วยสร้างความพึงพอใจได้ ประโยชน์สูงสุดที่สามารถก่อเกิดมูลค่าได้ โดยอาหารที่สวยงามจะถูกนำมาใช้ต่อไปเพื่อเชิงธุรกิจการค้า ซึ่งแนวคิดการออกแบบอาหารจะเน้นที่มีความสดใหม่  การนำเสนอความความเรียบง่ายที่ไม่ทำให้ดูรก แต่ทำให้มันเรียบหรูดูดีด้วยตัวของมันเอง เนื่องจากอาหารไทยเป็นอาหารที่มาจากชาววังและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเพราะมีความจัดจ้านของสีสันและรสชาติที่หลากหลาย สิ่งหนึ่งที่การออกแบบอาหารต่างจากการออกแบบสาขาอื่นๆ คือ มีความอ่อนไหวต่อการยอมรับสูง ไอเดียที่แปลกใหม่แม้จะใช้ได้ดีในทางปฏิบัติก็อาจจะถูกปฏิเสธจากผู้บริโภคได้ง่ายๆ การจะสร้างความสำเร็จให้แก่การออกแบบควรจะต้องทำความเข้าใจกับกลุ่มที่เป็นเป้าหมายในการออกแบบของเราให้ดีพอสมควร

อาหารนอกจากสนองความต้องการทางกายของมนุษย์แล้ว อาหารยังสนองความต้องการทางด้านจิตใจ สังคมและวัฒนธรรม ดังนั้นในการบริโภคอาหารผู้จัดอาหารจึงต้องใช้ศิลปะในการสร้างสรรค์ตกแต่งอาหารเพื่อให้อาหารเป็นเครื่องจรรโลงใจในขณะเดียวกันศิลปะเกี่ยวกับการอาหาร ก็มีองค์ประกอบศิลปะที่นำมาเกี่ยวข้องในการจัดอาหาร ความก้าวหน้าในการออกแบบอาหารนั้นเป็นส่วนผสมระหว่างศิลปะ เทคโนโลยี และพฤติกรรมทางสังคม ผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับการออกแบบอย่างดีนั้นจะมีสัดส่วนของมิติเหล่านี้โดดเด่นกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป อาหารสามารถถูกออกแบบได้ในขอบเขตที่หลากหลาย ตั้งแต่องค์ประกอบที่พื้นฐานมากๆ อย่างรูปทรง สีสันของอาหาร ไปสู่รูปแบบของอาหาร จนถึงระดับที่กว้างขวางซับซ้อนอย่างการออกแบบประสบการณ์โดยรวมของผู้กิน

อาหารที่สวยจริงต้องเริ่มต้นจากการคัดสรรวัตถุดิบที่สดใหม่ ต้องทำให้วัตถุดิบคงสภาพเดิมให้มากที่สุด นั่นคือ สีสัน รูปทรง คือให้ผู้บริโภครู้ว่าวัตถุดิบที่นำมาปรุงนั้นคืออะไร ไม่ใช่ทำจนเสียสภาพ ขาดความสดใหม่ไป ภาชนะจานชามทำให้อาหารเป็นพระเอกได้ สำหรับผู้ที่ทำร้านอาหาร การนำเสนอภาพให้สวยงามของอาหารเป็นสิ่งสำคัญ ภาชนะจึงควรใช้ สีขาวเพราะอาหารไทยมีสีสันและรสชาติหลากหลาย สีสันของภาชนะจะต้องไม่ไปรบกวนสีของส่วนผสมได้เลย การประดับตกแต่งหัวจานถือว่าการมีงานแกะสลัก ดอกไม้ประดับอาหาร เป็นการรบกวนอาหารในจานอย่างยิ่ง

การสร้างสรรค์งานศิลปะเป็นการถ่ายทอดความงามผ่านสื่อวัสดุต่าง ๆ

1เมื่อเราพูดถึงศิลปะเรามักจะหมายถึง ความงาม แต่ความงามในที่นี้เป็นเรื่องของคุณค่าที่เป็นคุณค่าทางสุนทรียะ  แตกต่างจากคุณค่าทางเศรษฐกิจ ที่เป็นราคาของวัตถุแต่เป็นคุณค่าต่อจิตใจ ความงามเกิดขึ้นด้วยอารมณ์ มิใช่ด้วยเหตุผลความคิดหรือข้อเท็จจริงคนที่เคร่งครัดต่อเหตุผลหรือเพ่งเล็งไปที่คุณค่าทางวัตถุจะไม่เห็นความงาม คนที่มีอารมณ์ละเอียดอ่อนไหวจะสัมผัสความงามได้ง่ายและรับได้มากความงามให้ความยินดี ให้ความพอใจได้ทันทีโดยไม่ต้องมีเหตุผล  ความยินดีนั้นเกิดขึ้นเองโดยไม่มีการบังคับ ความงามนั้นเกี่ยวข้องกับวัตถุก็จริง แต่มิได้เริ่มที่วัตถุมันเริ่มที่อารมณ์ของคน ดังนั้น ความงามจึงเป็นอารมณ์ เป็นสุขารมณ์หรือเป็นอารมณ์ที่ก่อให้เกิดความสุน เป็น 1 ใน 3 สิ่งที่ก่อให้เกิดความสุขกับมนุษย์ ซึ่งได้แก่ ความดี ความงามและความจริง ผู้ที่ยอมรับและเห็นใน คุณค่าของทั้งสามสิ่งนี้ จะเป็นผู้มีความสุข   เนื่องจากความงามเป็นอารมณ์เป็นสิ่งที่อยู่ในความรู้สึกนึกคิดความงามจึงเป็นนามธรรม ดังนั้น การสร้างสรรค์งานศิลปะก็เป็นการถ่ายทอดความงามผ่าน สื่อวัสดุต่าง ๆ ออกมา เพื่อให้ผู้อื่นได้สัมผัส ได้พบเห็นได้รับรู้สื่อต่าง ๆ จะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ชม เกิดอารมณ์ทางความงามที่แตกต่างกันตามค่านิยมของแต่ละบุคคลความงามไม่ใช่ศิลปะ เนื่องจากว่าความงามไม่จำเป็นต้องเกิดจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ในธรรมชาติก็มีความงามเช่นกัน เช่น บรรยากาศขณะที่พระอาทิตย์ขึ้น หรือตกดิน ความสวยงามสดชื่นของดอกไม้ ทิวทัศน์ธรรมชาติต่าง ๆ เป็นต้น งานศิลปะที่ดีจะให้ความพึงพอใจในความงามแก่ผู้ชมในขั้นแรกและจะให้ความสะเทือนใจที่คลี่คลายกว้างขวางยิ่งขึ้นด้วยอารมณ์ทางสุนทรียะของผลงานศิลปะนั้นในขั้นต่อไป ความงามในงาน ศิลปะออกเป็น 2 ประเภท คือ

ความงามทางกายเป็นความงามของรูปทรงที่กำหนดเรื่องราว หรือเกิดจากการ ประสานกลมกลืนกันของทัศนธาตุ เป็นผลจากการจัดองค์ประกอบทางศิลปะ ความงามทางใจ ได้แก่ ความรู้สึก หรืออารมณ์ที่แสดงออกมาจากงานศิลปะหรือ ที่ผู้ชมสัมผัสได้จากงานศิลปะนั้น ๆ ในงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ๆ มีความงามทั้ง 2 ประเภทอยู่ร่วมกันแต่อาจแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งมากน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของงาน เจตนาของผู้สร้างและการรับรู้ของผู้ชมด้วย ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า “ศิลปะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดความงาม และความพึงพอใจ” ที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์สืบเนื่องกันมาตั้งแต่อดีตอันยาวนานจนถึงปัจจุบันและจะสร้างสรรค์สืบต่อไปในอนาคตให้อยู่คู่กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปตราบนานเท่านานโดยมีการ สร้างสรรค์ พัฒนารูปแบบต่าง ๆ ออกไปอย่างมากมายไม่มีที่สิ้นสุด

ศิลปะกับการบําบัดผู้ป่วย

การแพร่หลายของศิลปะบําบัด ในโลกยังมีไม่มากเท่าที่ควร โดยจะพบมากที่สาธารณรัฐเยอรมนี สหรัฐอเมริกา สำหรับในด้านเอเซีย จะพบได้ที่ญี่ปุ่นและเกาหลี ทั้งนี้การแพร่หลายในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก เนื่องจากยังไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอนโดยตรงและนักศิลปะบําบัด เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญที่จบโดยตรงยังมีน้อยมาก ในปัจจุบันจะเห็นว่ามีโรงพยาบาลบางแห่งได้มีการนําดนตรีมาใช้ในการขับกล่อมผู้ป่วยและญาติ ในระหว่างรอตรวจหรือรอรับยาเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ซึ่งมีทั้งรูปแบบการเปิดเทปและการแสดงสดของนักดนตรี ทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากล ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ดีและในอนาคตจะพัฒนาไปสู่การนําไปใช้เพื่อการบําบัด เพื่อช่วยลดความเจ็บปวด ช่วยลดการใช้ยาระงับปวดลงด้วย ในปัจจุบันศิลปะบําบัด มีการนํามาใช้ในกลุ่มบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ กลุ่มบกพร่องทางพัฒนาการ สติปัญญา ออทิสติกและในกลุ่มเด็กที่มีปัญหาด้านอารมณ์ จิตใจ พฤติกรรมต่างๆ เนื่องจากสามารถช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ บรรเทาปัญหาทางด้านอารมณ์ จิตใจ และพฤติกรรมได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมด้านศิลปะบําบัด เพื่อสร้างนักวิชาชีพด้านศิลปะบําบัดที่มีคุณภาพและเพียงพอ สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยได้ด้วย

ผลดีของการนำศิลปะบำบัดมาใช้กับการรักษา ประกอบไปด้วย

– การวาดภาพทำให้รู้ถึงเหตุการณ์ที่เป็นตัวกระตุ้นซึ่งก่อให้เกิดบาดแผลทางจิตใจ

– สามารถนำมาใช้เพื่อนำเข้าสู่เป้าประสงค์ตามที่กำหนดไว้

– เพิ่มการแสดงออกด้วยการวาดภาพและการใช้คำพูดร่วมกัน

– สามารถนำเอาภาพวาดมาเป็นเครื่องมือเพื่อการสื่อสารภายในกลุ่ม

– ผลิตผลเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มคุณค่าแห่งตน

– ให้โครงสร้างกับกลุ่มในลักษณะที่เป็นรูปธรรมได้ง่าย

– การแสดงออกของความคิด ความรู้สึกอย่างเป็นธรรมชาติ

– ผู้เข้าร่วมกลุ่มรู้สึกลดภาวะของการถูกคุกคามลงไปได้มาก

นอกจากนี้ ยังมีการผ่อนคลายความเครียดด้วยศิลปะและเสียงเพลง โดยนําไปใช้กับงานศัลยกรรมออร์โทพีดิกส์ ซึ่งคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดกระดูกต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายวัน นักวิจัยได้ให้คนไข้ฟังเพลงและแขวนรูปภาพสวยๆ ไว้บนผนัง โดยสับเปลี่ยนรูปภาพเสมอ  เนื่องจากช่วยลดความปวดได้น้อยลง และใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลน้อยลงด้วย

การนำเสนอการผลิตสื่อนวัตกรรมในเรื่องศิลปะเพื่อความเข้าใจง่ายขึ้นและน่าสนใจ

ศิลปะเหมือนเป็นนวัตกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะศิลปะไทยด้านต่างๆ นำมารังสรรค์ต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิม ยิ่งถือเป็นนวัตกรรมศิลปะไทยที่น่าพิสมัย

การผลิตสื่อการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่ช่วยให้การเข้าใจในวิชาง่ายขึ้นและน่าสนใจ การสอนด้วยวิธีอ่านในหนังสือ หรือบรรยายให้ผู้เรียนฟังนั้นมันคงจะเป็นแบบสมัยก่อนแล้ว ปัจจุบันเนื่องจากมีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆทำให้เรามีโอกาสที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสีก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิต เราควรนำมาเป็นสื่อในการเรียนการสอนได้ และให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนมากที่สุด

เราเรียนรู้เรื่องศิลปะมาจนสามารถบอกได้แล้วว่า ศิลปะคืออะไร ศิลปะแตกต่างจากธรรมชาติอย่างไร คราวนี้เรา ลองหลับตานึกภาพดูซิว่าถ้าโลกเราไม่มีสีเลย ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรามีแต่สีขาวกับสีดำ ไฟจราจรมีแต่ขาวกับดำ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีขาวกับดำ ต้นไม้ ดอกไม้มีแต่สีขาวกับดำ จะเป็นอย่างไร เราคง อึดอัด หดหู่ดูไม่มีชีวิตชีวา ฉะนั้น “สี” จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของเรา เพราะสีช่วยให้ชีวิตของเราดูสดใส ร่าเริง หรือเศร้าหมองก็ได้ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่ายขึ้น เราจึงจำเป็นต้องรู้จักกับ “สี” ก่อน เพราะในชีวิตของเราหรือในงานศิลปะ สี ช่วยให้เกิดความงาม ความรู้สึก เพราะสีมีความหมายเฉพาะตัวของแต่ละสีอยู่ แต่ก่อนที่เราจะศึกษาบทเรียนเรื่อง “ศิลปะการใช้สี” เรามาทำความเข้าใจรู้จักความหมายและความสำคัญ ของสีที่มีต่อวิถีชีวิตของเราอย่างไรก่อนเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

สีเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิต ซึ่งมนุษย์รู้จักสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ในอดีตกาลมนุษย์ได้ค้นพบสีจากแหล่งต่าง ๆ จาพืช สัตว์ ดิน และแร่ธาตุนานาชนิด จากการ ค้นพบสีต่าง ๆ เหล่านั้น มนุษย์ได้นำเอาสีต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง โดยนำมาระบายลงไปบนสิ่งของ ภาชนะเครื่องใช้ หรือระบายลงไปบนรูปปั้น รูปแกะสลัก เพื่อให้รูปเด่นชัดขึ้น มีความเหมือนจริงมากขึ้น รวมไปถึงการใช้สีวาด ลงไปบนผนังถ้ำ หน้าผา ก้อนหิน เพื่อใช้ถ่ายทอดเรื่องราวและทำให้เกิดความรู้สึกถึงพลังอำนาจที่มีอยู่เหนือสิ่งต่างๆทั้งปวง การใช้สีทาตามร่างกายเพื่อกระตุ้นให้เกิดความฮึกเหิม เกิดพลังอำนาจ หรือใช้สีเป็นสัญลักษณ์ในการถ่ายทอดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง สีที่มนุษย์ใช้อยู่ทั่วไป ได้มาจากสสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และนำมาใช้โดยตรง หรือด้วยการสกัด ดัดแปลงบ้าง จากพืช สัตว์ ดิน แร่ธาตุต่าง ๆ สสารที่ได้จากการสังเคราะห์ซึ่งผลิตขึ้นโดยกระบวนการทางเคมี เป็นสารเคมีที่ผลิตขึ้นเพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้ สะดวกมากขึ้น ซึ่งเป็นสีที่เราใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบัน แสงเป็นพลังงานชนิดเดียวที่ให้สี โดยอยู่ในรูปของรังสี (Ray) ที่มีความเข้มของแสงอยู่ในช่วงที่สายตามองเห็นได้

ศิลปะและงานประติมากรรมของโรมันในยุคปัจจุบัน

1

ศิลปะโรมันส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากกรีกซึ่งมีองค์ประกอบที่ประณีต งดงาม แต่ศิลปะของโรมันเน้นความใหญ่โตมโหฬาร มีความหรูหรา สง่างาม มั่นคงแข็งแรง สถาปัตยกรรมโรมันมีชื่อเสียงมาก โรมันเป็นชาติแรกที่คิดค้นสร้างคอนกรีตได้ สามารถใช้คอนกรีตหล่อขึ้นเป็นโครงสร้างรูปโดมช่วยทำให้การก่อสร้างอาคารมีขนาดใหญ่ขึ้น สถาปัตยกรรมของโรมันที่มีชื่อเสียงได้แก่ วิหารแพนเธออน โคลอสเซียม เป็นสนามกีฬารูปกลมรีขนาดใหญ่มหึมาสามารถจุคนดูได้ถึง 50,000คน นอกจากงานสถาปัตยกรรมดังกล่าวแล้ว ชาวโรมันยังสร้างสะพานโค้งข้ามแม่น้ำและส่งน้ำข้ามหุบเขาต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก สิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก คือ ประตูชัย สร้างขึ้นเพื่อสรรเสริญ และฉลองชัยของทหารโรมัน โดยสร้างเป็นประตูโค้งขนาดใหญ่สำหรับให้ทหารเดินทัพผ่านเมื่อออกสงครามหรือภายหลังได้รับชัยชนะ ประดับด้วยภาพประติมากรรมนูนสูงอย่างสง่างาม

งานประติมากรรมของโรมันมีไม่มาก ส่วนใหญ่ขนย้ายมาจากกรีก มีการสร้างสรรค์ขึ้นเองบ้างแต่เป็นส่วนน้อยนอกนั้นทำเลียนแบบกรีกทั้งหมด ผลงานที่พบในกรุงโรมได้แก่ ภาพเลาคูนกับบุตรชายกำลังถูกงูกัด เป็นผลงานที่นำมาจากกรีก นอกนั้นได้แก่ภาพประติมากรรมของบุคคลสำคัญในยุคนั้น เช่น รูปจูเลียสซีซาร์ รูปจักรพรรดิออกัสตัส รูปจักรพรรดิคาราคัลลา รูปจักรพรรดิเนโร เป็นต้น งานจิตรกรรมของโรมัน มีการค้นพบภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่ยังอยู่ในสภาพดีมากมาย ส่วนใหญ่เป็นภาพที่แสดงถึงเรื่องราวในชีวิตประจำวันของชาวโรมันนอกนั้นเป็นภาพในเทพนิยาย เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ลักษณะของภาพยังมีความงามที่สมบูรณ์ เป็นภาพเขียนสีและประดับด้วยหินสี (Mosaic) อย่างประณีต สวยงาม

ศิลปะไบแซนไทน์เป็นศิลปะที่มีลักษณะเชื่อมโยงความคิด และรูปแบบระหว่างตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกัน มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ศิลปะมีลักษณะใหญ่โต คงทนถาวร ประดับตกแต่งด้วยการใช้พื้นผิว อย่างหลากหลาย งานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุดของไบแซนไทน์ คือการทำหลังคาเป็นรูปกลม ต่างจากหลังคาของศิลปะโรมัน ที่ทำเป็นรูปโค้ง หลังคากลมแบบไบแซนไทน์ ภายนอกเรียกว่าโดม หลังคากลมช่วยให้สามารถสร้างอาคารได้ใหญ่โตมากขึ้น สิ่งก่อสร้างที่เป็นแบบฉบับของศิลปะดังกล่าว ได้แก่ โบสถ์เซนต์โซเฟีย ในกรุงคอนสแตนติโนเปิล โบสถ์เซนต์มาร์โค ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี