“งานช่างฝีมือประดับมุก” ศิลปหัตถกรรมชั้นสูงของไทย

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%97

ศิลปะการตกแต่งที่มีความวิจิตรงดงามปรากฏอยู่บนบานประตูหน้าต่างของพระอุโบสถวิหารหรือพระบรมมหาราชวัง รวมถึงบนภาชนะเครื่องใช้ของพระสงฆ์ เช่น ตู้  พระมาลัย  ธรรมาสน์  ตะลุ่ม พานแว่นฟ้า  กล่องใส่หมากพลู  เป็นต้น โดยมีลวดลายประดับตกแต่งจำพวกลายกนก  ลายกระจัง  และลายก้านขด หรือแม้แต่เขียนเป็นภาพกินรี  ราชสีห์  คชสีห์  ประกอบตามส่วนต่าง ๆ  อาทิ  อนึ่งงานช่างนี้เป็นงานประณีต  มีความละเอียดอ่อนและใช้ฝีมือเป็นอย่างยิ่ง  จึงทำให้เป็นงานที่สิ้นเปลืองเวลาและมีราคาสูงตามไปด้วย  ดังนั้นงานช่างประดับมุกจึงไม่ค่อยมีผู้สนใจมาเรียนรู้มากนักจะมีก็แต่ช่างผู้มีใจรักจริงๆ เท่านั้น ปัจจุบันถึงแม้จะมีผู้เห็นคุณค่าได้ลงมือทำงานช่างประดับมุกอย่างจริงจังเป็นล่ำเป็นสัน  แต่ทว่าฝีมือไม่อาจเทียบเคียงกับผลงานในอดีตได้

งานช่างประดับมุกถือว่าเป็นของใช้ชั้นสูงเพื่อเชิดชูความมีตำแหน่งฐานะ ในอดีตจะใช้กันในแวดวงจำกัดของสถาบันกษัตริย์ชนชั้นสูง  และหมู่สงฆ์ทั้งหลายเท่านั้น  จึงทำให้งานช่างประเภทนี้ไม่แพร่หลาย  อีกทั้งเป็นงานช่างที่ต้องอาศัยฝีมือความละเอียดรอบคอบความมุมานะพยายามเป็นอย่างสูง  เพราะว่าลวดลายต่างๆ ของลายประดับมุกมีความละเอียด ช่างประดับมุกต้องอาศัยความสามารถความชำนาญในการสร้างแม่ลายให้เข้ากับสีที่จะประดับมุก ไม่ว่าจะเป็นภาชนะหรือบนบานประตูหน้าต่างไปจนถึงโต๊ะเตียงก็ตาม  ยิ่งถ้าเป็นภาชนะมีเหลี่ยมมุมโค้งเว้าด้วยแล้วการสร้างลายและการประดับมุกไปตามส่วนนั้นๆ ก็ยิ่งทำได้ยาก อย่างไรช่างไทยก็ได้สร้างศิลปหัตถกรรมหรือผลงานประณีตศิลป์ขั้นสูงได้มาก  มีหลักฐานปรากฏตามวัดวาอาราม  หรือในพระบรมมหาราชวังมากมาย  แต่เป็นที่น่าเสียดายที่งานช่างประดับมุก  ณ  สถานที่นั้นขาดการดูแลเอาใจใส่  ดูแลรักษาจึงทำให้ลวดลายของมุกที่ประดับไว้จากที่เคยงดงามมาแต่อดีตดูคร่ำมัวลงไป  จนบางแห่งเลอะเลือนจนเกือบมองไม่เห็นลวดลายที่มีคุณค่าเหล่านั้น

งานช่างฝีมือประดับมุก มีประวัติความเป็นมาอย่างไรยังไม่ทราบหลักฐานแน่ชัดเพราะไม่เคยมีหลักฐานหรือจารึกใดๆ  เลยว่าชนชาติไทยเริ่มคิดค้นประดิษฐ์งานมุกได้เมื่อไหร่ หรือได้รับอิทธิพลจากชาติใด  อย่างเช่น  จีน  เวียดนาม  หรือญี่ปุ่น  ซึ่งก็มีการนำเปลือกหอยมุกมาใช้ประโยชน์ในงานศิลปกรรมเหมือนกับไทย  แต่วิธีการประดับและลวดลายนั้นแตกต่างจากไทยโดยสิ้นเชิง  อย่างไรก็ตามจากหลักฐานทางโบราณคดีของการนำเปลือกหอยมาประดับตกแต่งเป็นลวดลายที่เก่าที่สุด  พบว่าสมัยทวารวดีมีการใช้มุกประดับเป็นลวดลายการตกแต่งอยู่บนปูนปั้นบนโบราณสถานที่ตำบลคูบัว  อำเภอเมืองราชบุรี  มีอายุประมาณศตวรรษที่  ๑๒  นับได้ว่าเป็นหลักฐานที่เก่าที่สุด  สมัยเชียงแสนลงมาก็มีการฝังมุกที่พระเนตรของพระพุทธรูปกระทั่งถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา  จึงพบงานช่างประดับมุกชนิดใช้รักเป็นตัวเชื่อมเช่นปัจจุบัน  มีหลักฐานเก่าแก่ที่สุดคือ  ตู้พระไตรปิฏกประดับมุกอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

คุณค่าทางศิลปะให้อะไรแก่เด็กเยาวชน

%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81

โลกของงานศิลปะไม่ใช่แค่การจับดินสอมาวาด จับดินมาปั้นให้เหมือนและดูดีอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจกัน งานศิลปะนั้นต้องอาศัยเทคนิคอีกสารพัด ต้องมีการพัฒนาอีกหลายๆ ขั้นในเชิงความคิดสร้างสรรค์ด้วย

ถ้าจะให้ความหมายของศิลปะอาจไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก หลายคนจะคิดว่างานศิลปะ คือ งานสร้างสรรค์ที่ผู้สร้างสรรค์ใช้จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ถ่ายทอดสิ่งที่สะท้อนความคิด จิตใจ จิตวิญญาณของตัวเองออกมาเป็นผลงาน สำหรับเด็กแล้วงานศิลปะถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก คือ

1. ด้านอารมณ์ เด็กจะเพิ่มคุณค่าในตัวเอง ความเชื่อมั่น ชื่นชม ยอมรับในผลงานของตัวเองและคนอื่น มีความสุข สร้างความรับผิดชอบ และวินัย

2. ด้านสติปัญญา ได้รู้จักการแก้ปัญหา มีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ ทำงานโดยมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าเป็นระบบ มีทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การคำนวณ พัฒนาทั้งด้านภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น

3. ด้านร่างกาย เด็กจะมีโอกาสฝึกการใช้กล้ามเนื้อ มือและตาให้ทำงานอย่างประสานกัน และการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่างๆ

4. แก่เด็กด้านสังคม ได้ฝึกการปรับตัว การทำงานร่วมกัน ลดการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เรียนรู้จักการแบ่งปัน

ทำไมต้องกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด ?

%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3

กินอาหารตามกรุ๊ปเลือด เป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานแล้วว่าช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ โดย ดร.ปีเตอร์ ดี อาดาโม ผู้ที่ได้รับรางวัลแพทย์ธรรมชาติบำบัดยอดเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ.1990 ได้อธิบายไว้ในหนังสือ Eat Right for Your Type โดยเขาเชื่อว่า “เลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดที่แตกต่างกัน โดยมีแอนติเจนเป็นกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนที่เป็นอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติในการเหี่ยวนำและจับเกาะติดเลือดที่เรียกว่า “เลกติน” ถ้าเรากินอาหารที่มีเลกตินไม่เหมาะกับเลือด ก็จะทำให้เลกตินเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร การเผาผลาญ การสร้างอินซูลิน และความสมดุลของฮอร์โมน”

จากความแตกต่างของสารเคมีในเลือดนี่เอง จึงทำให้เลือดแต่ละกรุ๊ปมีความสามารถในการย่อยต่างกัน ถ้าสามารถย่อยได้หมด ร่างกายก็จะสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าย่อยไม่หมด ก็จะตกค้างอยู่ในร่างกายและเน่าเสีย เมื่อถูกดูดซึมกลับไปอีกครั้งก็จะทำให้ร่างกายป่วยง่ายขึ้น (แต่ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้มาสนับสนุนแนวคิดของ ดร.ปีเตอร์ ดี อาดาโม ที่ว่าหมู่เลือดกับอาหารนั้นมีความสัมพันธ์กัน แต่ลองทานกันดูก็ไม่เสียหายครับ – ผู้เขียน)

สรุปก็คือ การกินอาหารไม่ตรงตามกรุ๊ปเลือดจะมีผลให้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ภูมิแพ้ และมีความเสื่อมตามเซลล์และส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เร็วขึ้น

วิธีสังเกตว่าเรากินอาหารได้เหมาะสมแล้วหรือยัง ?

เริ่มต้นจากให้เราพยายามสังเกตและจดทุกอย่างที่เรากินหรือมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น เช่น วันนี้กินอะไรเข้าไปแล้วทำให้รู้สึกเหนื่อยหรือหมดแรง จากนั้นก็ทำการจดบันทึกอาหารประจำวัน เพื่อเช็คว่าเรากินอาหารได้อย่างเหมาะสมแล้วหรือยัง ซึ่งเราอาจพบว่าตัวเองกินอาหารไม่เหมาะสมมาตลอดก็ได้

ส่วนผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก หลาย ๆ คนคิดว่าความอ้วนมาจากการกินเยอะ จึงพยายามกินอาหารให้น้อยลง จนร่างกายขาดสารอาหาร สมองจึงไม่สั่งให้หยุดกิน ทำให้เรากินอะไรเข้าไปแล้วไม่รู้สึกอิ่ม ร่างกายจึงได้รับอาหารมากเกินไป ทั้งที่ยังไม่ได้สารอาหารที่ต้องการ แต่ถ้าเรากินอาหารตามกรุ๊ปเลือดได้อย่างเหมาะสม สมองก็จะรับรู้และทำให้รู้สึกอิ่ม ปริมาณอาหารที่กินก็น้อยลง ทำให้มีรูปร่างสมส่วนมากขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าเราจะกินอาหารที่ดีมากแค่ไหน แต่ถ้ามันไม่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดของเรา มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

สำหรับคนไทยกับชาวต่างชาติ แม้จะมีกรุ๊ปเลือดเดียวกัน แต่ก็ควรกินอาหารต่างกันตามภูมิประเทศที่อยู่ด้วย เพราะอาหารแต่ละชนิดจะเหมาะกับคนในภูมิประเทศนั้น ๆ เนื่องจากมีสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดว่าคนท้องที่ใดควรกินอาหารแบบใด เช่น คนไทยที่ย้ายไปอยู่ต่างประเทศที่มีอากาศหนาวมาก ๆ แต่ก็ยังกินอาหารเหมือนเดิม เช่น น้ำพริก ส้มตำ ฯลฯ และหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกชีส ขนมปัง หรือเหล้าที่นิยมดื่มเพื่อให้ความอบอุ่นหลังอาหาร ก็อาจทำให้เจ็บป่วยได้ สรุปแล้วไม่ว่าคุณจะเป็นคนกรุ๊ปเลือดใดก็ตาม ก็ควรจะกินอาหารให้เหมาะกับภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้วย จึงจะดีที่สุด

อายุมีผลต่อกรุ๊ปเลือดหรือไม่ ?

ความจริงแล้วโรคภูมิแพ้และปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ล้วนมีอายุเป็นตัวแปรเสมอ เช่น เด็กและคนชราที่ร่างกายมีความอ่อนแออยู่แล้ว จะมีโอกาสป่วยหรือเสี่ยงเป็นโรคต่าง ๆ ได้มากกว่าคนหนุ่มสาวที่มีร่างกายแข็งแรง ดังนั้นการกินตามกรุ๊ปเลือดจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ร่างกายของทุกคนมีความแข็งแรงตามช่วงอายุ ถ้าเรากินเป็นประจำจนระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ดีแล้ว ก็จะส่งผลให้ร่างกายของเราแข็งแรงไปจนถึงวัยชรานั่นเอง

ความสัมพันธ์ของอาหารกรดและด่างกับกรุ๊ปเลือด

ปกติแล้วอาหารที่มีค่า pH 7.4 หรือมีความเป็นด่างอ่อน ๆ คือ ระดับที่เหมาะสมที่สุด แต่เมื่อเรากินเข้าไปจะเกิดการย่อยโดยกรดในกระเพาะอาหาร หากเรากินอาหารที่มีกรดมาก ๆ อย่าง เนื้อสัตว์ แป้ง หรือไขมัน อาหารเหล่านี้ก็จะไปเพิ่มความเป็นกรดและความเข้มข้นของเลือดให้มากขึ้น จนทำให้การไหลเวียนของเลือดช้าลงหรือติดขัดได้ ส่งผลทำให้เม็ดเลือดแดงเกาะตัวกันและเกิดเป็นประจุบวก เมื่อออกซิเจนน้อยลงจนเซลล์ไม่สามารถนำไปใช้งานได้เพียงพอ ก็จะส่งผลทำให้หัวใจขาดออกซิเจน จนเกิดการช็อกหรือสลบได้ (ในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต) ดังนั้นเราจึงควบคุมปริมาณของกรดและด่างในร่างกายให้สมดุล

สรุป ปริมาณของกรดและการรับประทานเนื้อสัตว์นั้นมีความสัมพันธ์กัน ถ้าเรามีกรดในกระเพาะอาหารมาก ก็จะย่อยอาหารจำพวกโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ได้มาก แต่ถ้ามีกรดในกระเพาะน้อยก็ต้องเน้นการรับประทานผักแทนเนื้อสัตว์ เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมอาหารได้อย่างเต็ม ซึ่งถ้าแบ่งตามกรุ๊ปเลือดแล้วก็จะสามารถสรุป (เรียงลำดับจากมากไปน้อย)

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโปรแกรมในโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Introduction to Mobile software)

เมื่อกล่าวถึงคำว่า “Mobile” คนทั่วไปมักจะเข้าใจในความหมายว่า เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ที่จริง ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ เสริมอีก เช่น สามารถทำหน้าที่ได้เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์, เครื่องแปลภาษา, เครื่องคิดเลข หรือ เครื่องจัดการนัดหมาย/บันทึกช่วยจำ (Organizer) เป็นต้น ฯลฯ

มีคำใช้เรียกต่าง ๆ หลายคำ ซึ่งจะมีความหมายใกล้เคียงกับ Mobile เช่น Embedded Devices, PDA, Palm sized / Handheld, Smart Phone ตัวอย่างเช่น

  1. Embedded Devices คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก มีการฝังตัว เป็นเหมือนสมองกลใช้ควบคุมการทำงานในเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ, เครื่องซักผ้า, เครื่องเย็บผ้า ฯลฯ
  2. PDA (Personal Digital Assistant) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กพกพาได้ง่าย มักใช้ทำงานส่วนตัวโดยทั่วไปจะใช้เรียก Palm หรือ Pocket PC
  3. Palm sized / Handheld หรือ PDA เอง แต่เรียกตามขนาดเครื่อง (ที่มีขนาดเล็กประมาณพอ ๆ กับฝ่ามือ หรือถือไปไหนด้วยมือเดียวได้)
  4. Smart Phone คือ โทรศัพท์มือถือ ที่มีคุณสมบัติเด่น คือ สามารถทำงานในแบบเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมี ระบบปฏิบัติการ เป็นของตัวเอง (มักเรียก OS : Operating System)

สรุปรวมว่า ความหมายของ Mobile คือ “อุปกรณ์ ที่ใช้ในการพกพา ทำงานได้เหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์”เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่พกพาได้ จึงมีคุณสมบัติเด่น คือ ขนาดเล็ก (พอจะถือไปในสถานที่ต่าง ๆได้), น้ำหนักเบา, ใช้พลังงานค่อนข้างน้อย, มักใช้ทำหน้าที่ได้หลายอย่าง, ติดต่อแลกเปลี่ยนข่าวสารกับคอมพิวเตอร์ได้ และที่สำคัญคือ สามารถเพิ่มหน้าที่การทำงานได้ โดยอาศัย Software Mobile มองในแง่จัดแบ่งตาม OS จะได้ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้ คือ Smart Phone, Palm และ Pocket PC

  1. Smart Phone ใช้ระบบปฏิบัติการ Symbian (มีส่วนแบ่งในตลาดของผู้ใช้สูงมาก) และ Linux (มีการใช้บ้าง แต่ยังไม่มากนัก)
  2. Palm ใช้ระบบปฏิบัติการ Palm OS
  3. Pocket PC ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows CE (มาจากคำว่า Compact Edition มักนิยมเรียกว่า Windows Mobile)

โปรแกรมบนโทรศัพท์เคลื่อนที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

iphone-application1

  1. Application Software หมายถึง ระบบงานต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ตามความต้องการของผู้ใช้ เช่น บันทึกการนัดหมาย, ดูหนังฟังเพลง, จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น
  2. Development Software เป็น Software ที่ใช้สร้าง และ พัฒนาระบบงานต่าง ๆ (ใช้สร้าง Application Software)

เนื่องจาก Application Software เป็นระบบงานต่าง ๆ ที่ได้พัฒนามาเสร็จแล้ว พร้อมใช้งาน เราจึงได้แต่ใช้งานเพียงอย่างเดียว ไปทำอะไรนอกเหนือไม่ได้อีก แต่ที่ใช้สร้าง และพัฒนางานต่าง ๆ ก็จะมีแต่ตัว Development Software เท่านั้น ดังนั้น ในที่นี้จะขอกล่าวถึง Mobile Software ในแง่ที่เป็น Development Software เป็นหลัก

การสร้างสรรค์งานศิลปะเป็นการถ่ายทอดความงามผ่านสื่อวัสดุต่าง ๆ

1เมื่อเราพูดถึงศิลปะเรามักจะหมายถึง ความงาม แต่ความงามในที่นี้เป็นเรื่องของคุณค่าที่เป็นคุณค่าทางสุนทรียะ  แตกต่างจากคุณค่าทางเศรษฐกิจ ที่เป็นราคาของวัตถุแต่เป็นคุณค่าต่อจิตใจ ความงามเกิดขึ้นด้วยอารมณ์ มิใช่ด้วยเหตุผลความคิดหรือข้อเท็จจริงคนที่เคร่งครัดต่อเหตุผลหรือเพ่งเล็งไปที่คุณค่าทางวัตถุจะไม่เห็นความงาม คนที่มีอารมณ์ละเอียดอ่อนไหวจะสัมผัสความงามได้ง่ายและรับได้มากความงามให้ความยินดี ให้ความพอใจได้ทันทีโดยไม่ต้องมีเหตุผล  ความยินดีนั้นเกิดขึ้นเองโดยไม่มีการบังคับ ความงามนั้นเกี่ยวข้องกับวัตถุก็จริง แต่มิได้เริ่มที่วัตถุมันเริ่มที่อารมณ์ของคน ดังนั้น ความงามจึงเป็นอารมณ์ เป็นสุขารมณ์หรือเป็นอารมณ์ที่ก่อให้เกิดความสุน เป็น 1 ใน 3 สิ่งที่ก่อให้เกิดความสุขกับมนุษย์ ซึ่งได้แก่ ความดี ความงามและความจริง ผู้ที่ยอมรับและเห็นใน คุณค่าของทั้งสามสิ่งนี้ จะเป็นผู้มีความสุข   เนื่องจากความงามเป็นอารมณ์เป็นสิ่งที่อยู่ในความรู้สึกนึกคิดความงามจึงเป็นนามธรรม ดังนั้น การสร้างสรรค์งานศิลปะก็เป็นการถ่ายทอดความงามผ่าน สื่อวัสดุต่าง ๆ ออกมา เพื่อให้ผู้อื่นได้สัมผัส ได้พบเห็นได้รับรู้สื่อต่าง ๆ จะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ชม เกิดอารมณ์ทางความงามที่แตกต่างกันตามค่านิยมของแต่ละบุคคลความงามไม่ใช่ศิลปะ เนื่องจากว่าความงามไม่จำเป็นต้องเกิดจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ในธรรมชาติก็มีความงามเช่นกัน เช่น บรรยากาศขณะที่พระอาทิตย์ขึ้น หรือตกดิน ความสวยงามสดชื่นของดอกไม้ ทิวทัศน์ธรรมชาติต่าง ๆ เป็นต้น งานศิลปะที่ดีจะให้ความพึงพอใจในความงามแก่ผู้ชมในขั้นแรกและจะให้ความสะเทือนใจที่คลี่คลายกว้างขวางยิ่งขึ้นด้วยอารมณ์ทางสุนทรียะของผลงานศิลปะนั้นในขั้นต่อไป ความงามในงาน ศิลปะออกเป็น 2 ประเภท คือ

ความงามทางกายเป็นความงามของรูปทรงที่กำหนดเรื่องราว หรือเกิดจากการ ประสานกลมกลืนกันของทัศนธาตุ เป็นผลจากการจัดองค์ประกอบทางศิลปะ ความงามทางใจ ได้แก่ ความรู้สึก หรืออารมณ์ที่แสดงออกมาจากงานศิลปะหรือ ที่ผู้ชมสัมผัสได้จากงานศิลปะนั้น ๆ ในงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ๆ มีความงามทั้ง 2 ประเภทอยู่ร่วมกันแต่อาจแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งมากน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของงาน เจตนาของผู้สร้างและการรับรู้ของผู้ชมด้วย ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า “ศิลปะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดความงาม และความพึงพอใจ” ที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์สืบเนื่องกันมาตั้งแต่อดีตอันยาวนานจนถึงปัจจุบันและจะสร้างสรรค์สืบต่อไปในอนาคตให้อยู่คู่กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปตราบนานเท่านานโดยมีการ สร้างสรรค์ พัฒนารูปแบบต่าง ๆ ออกไปอย่างมากมายไม่มีที่สิ้นสุด